การกรองน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าด้วยระบบ Heater และ Vacuum เป็นกระบวนการบำรุงรักษาที่ช่วยลดความชื้นและสิ่งปนเปื้อนในน้ำมันฉนวน โดยใช้ความร้อนร่วมกับระบบสุญญากาศเพื่อช่วยไล่ความชื้นออกจากน้ำมัน พร้อมกรองเศษตะกอนและสิ่งสกปรกผ่านไส้กรองที่มีความละเอียดตามข้อกำหนดของงาน
ในกระบวนการกรอง อาจใช้ไส้กรองที่มีความละเอียด 5 ไมครอนตามขอบเขตและอุปกรณ์ที่เลือกใช้ พร้อมตรวจวัดค่าความเป็นฉนวนของน้ำมันด้วยเครื่อง Oil Tester ก่อนและหลังการกรอง เพื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบและประเมินการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำมัน
หากผลการตรวจสอบพบค่าที่ผิดปกติ ควรประเมินสาเหตุและพิจารณาวิธีปรับปรุงที่เหมาะสมตามผลทดสอบ ทั้งนี้ การกรองน้ำมันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับประกันได้ว่าหม้อแปลงจะกลับมามีสภาพสมบูรณ์หรือมีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่กำหนด จึงควรพิจารณาสภาพหม้อแปลงและผลตรวจสอบอื่น ๆ ร่วมด้วย
การบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความพร้อมใช้งานและลดความเสี่ยงจากความเสียหายของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
ระบบฉนวนของหม้อแปลงไฟฟ้าประกอบด้วยส่วนสำคัญ เช่น น้ำมันฉนวน กระดาษฉนวน ฉนวนของขดลวด และซีลหรือปะเก็นในส่วนที่เกี่ยวข้อง วัสดุเหล่านี้อาจเสื่อมสภาพจากความชื้น ความร้อน การเกิดออกซิเดชัน และสิ่งปนเปื้อน ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณสมบัติของฉนวนและความน่าเชื่อถือในการทำงานของหม้อแปลง
การตรวจสอบสภาพหม้อแปลงและบำรุงรักษาอย่างเหมาะสมช่วยให้สามารถค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น วางแผนซ่อมบำรุงได้ตรงจุด และลดโอกาสเกิดเหตุขัดข้องที่อาจกระทบต่อทรัพย์สิน กระบวนการผลิต และความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน
หม้อแปลงไฟฟ้าควรได้รับการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ โดยความถี่ในการตรวจสอบขึ้นอยู่กับประเภทของหม้อแปลง สภาพแวดล้อม ภาระโหลด อายุการใช้งาน ประวัติความผิดปกติ และคำแนะนำของผู้ผลิต
สำหรับการวางแผนบำรุงรักษา อาจกำหนดรอบตรวจสอบทุก 6 เดือนหรืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้งตามความเหมาะสมของหน้างานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยควรให้ผู้รับผิดชอบระบบไฟฟ้าหรือผู้เชี่ยวชาญประเมินรายการตรวจสอบและความถี่ที่เหมาะสม
รายการตรวจสอบอาจประกอบด้วย
การตรวจสอบหรือทดสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าต้องดำเนินการโดยผู้มีความรู้ความชำนาญ ภายใต้มาตรการความปลอดภัยที่เหมาะสม และปฏิบัติตามขั้นตอนการแยกแหล่งจ่ายไฟเมื่อจำเป็น
สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและสถานประกอบการที่ต้องการดูแลระบบไฟฟ้าให้พร้อมใช้งาน การเลือกบริการที่เหมาะสมควรพิจารณาจากสภาพอุปกรณ์ ลักษณะการใช้งาน และความจำเป็นของหน้างาน
การเลือกบริการควรพิจารณาขอบเขตงาน รายการทดสอบ เงื่อนไขการให้บริการ และความเหมาะสมกับระบบไฟฟ้าของแต่ละสถานประกอบการ เพื่อช่วยวางแผนการบำรุงรักษาและลดความเสี่ยงจากการหยุดทำงานของระบบไฟฟ้า